วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทากสีชมพูพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบในประเทศออสเตรเลีย

เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกรายงานว่าได้มีการพบทากพันธุ์ใหม่ที่อาศัยบริเวณ Mount Kaputar ประเทศออสเตรเลีย
นาย ไมเคิล เมอร์ฟี่ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลอุทยานแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า นี่น่าจะโครงสร้างพันธุ์กรรมที่พบเฉพาะพื้นที่ และดูเหมือนว่าการวิจัยเกี่ยวกับทากพันธุ์ใหม่นี้จะถูกตีพิมพ์เอกสารในไม่ช้า
ขณะเดียวกันรัฐบาลออสเตรเลียได้ทำการเคลื่อนย้ายเจ้าทากสีชมพูพันธุ์ใหม่ไปยังภูเขาในนิวเซาส์เวลที่เป็นเขตพื้นที่ระบบนิเวศน์ใกล้สูญพันธุ์เพื่อปกป้องทากสีชมพู
ทากสีชมพูมีความยาวลำตัวประมาณ 8 นิ้ว
เมื่อ 10 ล้านปีก่อนออสเตรเลีย ปาปัวนิวกีนี อินเดียและแอฟริกาบางส่วนรวมทั้งอเมริกาใต้อยู่รวมกันและถูกเรียกว่า "Gondwana" ปกคลุมด้วยป่าดิบชื้น แต่เมื่อ 17 ล้านปีที่ผ่านมาเกิดภูเขาไฟระเบิดทำให้ภูมิประเทศของออสเตรเลียเปลี่ยนเป็นทะเลทราย แต่พื้นที่บ้างส่วนอย่าง Mount Kaputarยังคงมีความชุ่มชื่้นและอุดมสมบูรณ์อยู่ พื้นที่ของ Mount Kaputar จึงเป็นดังสวรรค์ของสัตว์สายพันธุ์หายากอย่างทากสีชมพู
เมอร์ฟี่กล่าวว่าทากเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ พร้อมทั้งกล่าวยกย่องสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ในขณะที่ผู้คนทั่วไปจะชื่นชมและให้ความสนใจนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังตัวน้อยกลับเป็นส่วนขับเคลื่อนสำคัญของระบบนิเวศน์
Mount Kaputar เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ และกำลังถูกคุกคามจากภาวะโลกร้อน โดยอุณหภูมิที่เพิ่มเพียงแค่ 1-2 องศาก็จะทำให้สัตว์และพืชพันธุ์ต่างต้องสูญพันะธุ์ได้ เราควรทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียของพันธุ์สัตว์และพันธุ์พืช เมอร์ฟี่กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา nationalgeographic.com
เรื่องโดย Carrie Arnold
ภาพโดย Michael Murphy/NPWS

วิดีโอพระเครื่องพระบูชาไทย

วิดีโอรายการพระเครื่องเมืองสยาม
เพื่อต้องการอธิบายพิมพ์ รูปทรง ลักษณะ เนื้อพระเครื่องหลวงปู่ทวดให้แก่ผู้ที่สนใจต้องการจะศึกษาเกียวกับวัตถุมงคลหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้
พระเครื่องหลวงปู่ทวดปี2497


 
 พระหลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ ปี 2497 เนื้อว่าน พิมพ์พระรอด


  พระหลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ ปี 2497 เนื้อว่าน พิมพ์ใหญ่ A
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจก่อน ว่า “การที่จะดูว่าพระแท้หรือเก๊ ” นั้น เราต้องรู้ก่อนว่า พระที่เราต้องการจะพิจารณานั้นเขาใช้วัสดุอะไรบ้างที่นำมาสร้างเป็นพระฯ   เราทุกคนก็ทราบมาแล้วว่า “พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี ๒๔๙๗” เขาเอาว่าน ๑๐๘ อย่างพร้อมทั้งดินกากยายักษ์มาตำมาบดแล้วมาเคล้ารวมเป็นองค์พระฯ ตัวผมเองหลังจากงมและหลงทางอยู่หลายปี อาศัยว่า ไม่เคยขี้เหนียวในการหาความรู้ ได้ซื้อตำราไว้มากมาย พร้อมทั้งได้เสียเงินจ้างเขาถ่ายรูปพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่านที่ผ่านมือตัวเองไปทุกองค์ อ่านหนังสือที่ตัวเองซื้อไว้ ก็ไม่มีหนังสือเล่มใดเลยที่เขียนให้ความกระจ่างแจ้งว่าเขาดูพระฯแท้กันอย่างไร มีแต่ลงรูปพระฯให้ดูกันเอาเอง ดูรูปพระฯแล้วดูเล่าอยู่หลายปี ก็ยังมองไม่ออก ถามเซียนๆก็บอกว่าองค์นี้แท้ องค์นั้นเก๊ โดยไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงแท้ทำไมถึงเก๊  ถามใครก็ให้ความกระจ่างไม่ได้  ดังนั้นตัวผมเอง ก็มามองตัวเอง หลังจากถามตัวเองก็ได้ข้อสรุปมาว่า “ถ้าเรายังเป็นเช่นนี้อยู่อีก ก็คงเล่นพระฯไม่ก้าวหน้าแน่ๆ” เล่นพระฯแบบนี้ ก็เหมือนให้คนอื่นจูงจมูก เขาว่าแท้หรือเก๊ก็ขึ้นอยู่กับเขาทั้งหมด หากยังอยู่แบบนี้อยู่อีกเปรียบเสมือน ยืมจมูกคนอื่นหายใจ เล่นพระฯแบบตามก้นคนอื่นตลอดเวลาแน่ๆ เพราะฉะนั้นอย่ากระนั้นเลย เราต้องมาหาวิธีใหม่ที่ทำให้เรามีข้อสรุปและมีเหตุผลสามารถอธิบายได้ว่าพระแท้ๆเป็นอย่างไร หลังจากมาพิจารณาแล้ว ไม่มีวิธีไหนเลยที่จะดีไปกว่า การศึกษาพระฯแบบวิทยาศาสตร์ เมื่อได้คิดเช่นนั้นก็เลยมีแนวทางที่จะศึกษาขึ้นมาทันที เลยได้คิดว่าพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ๒๔๙๗ สร้างมาจาก ว่าน ๑๐๘ อย่างรวมกับดินกากยายักษ์ ก็เลยหยิบพระฯที่ตัวเองมีเอามาส่องดูด้วยกล้อง และก็ได้เห็นมวลสารของพระฯว่ามีความแตกต่างจากพระฯของวัดอื่นขึ้นมาทันที หลังจากนั้นก็เลยเอารูปพระฯ เนื้อว่านที่ได้ถ่ายเก็บไว้ ซึ่งเป็นไฟล์ Digital มาขยายดูด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์อีกอย่างซึ่งก็คือ Computer ผมสามารถขยายดูใหญ่เท่าไหนก็ได้ ดูเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ทั้งสิ้น ดูไปทุกองค์ที่มี ก็มาได้ข้อสรุปว่า มวลสารของพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ๒๔๙๗ ไม่ว่าจะแก่ดิน หรือแก่ว่าน มีมวลสารประกอบที่เห็นได้ชัดเจนทุกองค์ ว่าจะต้องประกอบไปด้วย เม็ดดำ เม็ดแดง(สีอิฐเผา) และเม็ดขาว (เอาแค่บทเรียนที่หนึ่งไปก่อนดูให้ขึ้นใจ เพราะฉะนั้นหากพระฯของท่านไม่มีส่วนประกอบนี้ก็แสดงว่าไม่ใช่ของปี ๒๔๙๗ แน่นอนครับท่าน ดูเอาเองนะครับ และไม่ต้องมาถามผม ท่านสามารถดูเองได้ครับท่าน)





มวลสารของพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ๒๔๙๗ ไม่ว่าจะแก่ดิน หรือแก่ว่าน มีมวลสารประกอบที่เห็นได้ชัดเจนทุกองค์ ว่าจะต้องประกอบไปด้วย เม็ดดำ เม็ดแดง(สีอิฐเผา) และเม็ดขาว (เอาแค่บทเรียนที่หนึ่งไปก่อนดูให้ขึ้นใจ เพราะฉะนั้นหากพระฯของท่านไม่มีส่วนประกอบนี้ก็แสดงว่าไม่ใช่ของปี ๒๔๙๗ แน่นอนครับท่าน ดูเอาเองนะครับ และไม่ต้องมาถามผม ท่านสามารถดูเองได้ครับท่าน)
บทเรียนที่สอง เม็ดแร่ที่มีมากๆอยู่ด้านหลังพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี๒๔๙๗ หรือที่มีประปรายอยู่ด้านหน้าพระฯนั้น เป็นแร่ที่ท่านคหบดี อนันต์ คณานุรักษ์ นำมาจากเหมืองของท่าน เนื่องจากในขณะนั้นท่านประกอบธุรกิจด้านเหมืองแร่ด้วย ท่านเรียกแร่นี้ว่า “กิมเซียว” หากพิจารณาคำว่า “กิมเซียว” เป็นคำภาษาจีน แปลว่า ทองน้อย หรือทองอ่อน เมื่อมาพิจารณาสีของเม็ดแร่ ก็ปรากฏว่ามีสีทองอ่อนๆ ดังนั้นน่าจะสันนิษฐานว่า ท่านคหบดี อนันต์ คณานุรักษ์ คงจะตั้งชื่อแร่นี้เป็นภาษาจีนตามสีสันของแร่ที่ท่านเห็น เมื่อผมมาพิจารณาเม็ดแร่ที่มีในองค์พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ๒๔๙๗ ปรากฏว่ามีสีเหลืองอ่อนๆ แบบสีของทอง หากส่องล้อแสง เม็ดแร่ดังกล่าวจะสะท้อนแสง มองเห็นเป็นแบบสีของเหล็กโครเมียม
เม็ดแร่เมื่อโดนแสงสะท้อน ดูเหมือนโครเมียม

ขอเกริ่นนิยายให้ฟังสักเรื่องสองเรื่อง สมัยก่อนนิยมสะสมพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่านกันมากๆ พอนักสะสมเก็บพระฯไปจนเกือบหมดแล้ว เริ่มหาพระเนื้อว่านยากมากขึ้น ทำให้ผู้มีอาชีพซื้อ-ขายพระ หาเงินได้ลำบากมากขึ้น ต้องกินต้องใช้ทุกวัน หากให้หาพระฯเนื้อว่านมาขาย คงจะต้องอดตายกันแน่ๆ จึงเกิดการชักนำให้มาเล่นพระที่ยังมีมากอยู่ในตอนนั้น ซึ่งก็คือพระฯหลังเตารีดหล่อและปั๊มซ้ำ จึงได้มาพูดว่า พระเนื้อว่านดูยาก เก็บรักษาก็ลำบาก ทีเมื่อก่อนนำพระเนื้อว่านมาขายไม่เห็นพูดแบบนี้ แล้วพระสมเด็จฯไม่เก็บรักษายากกว่าหรือ บางก็บางกว่า ตกก็แตกหักง่ายกว่า แล้วทำไมจึงแพงเอาแพงเอา ท่านทั้งหลายคิดถึงกรณีนี้หรือไม่ 

พอพระฯหลังเตารีดหล่อโบราณและพระปั๊มซ้ำสวยๆเริ่มหายากขึ้น ก็มีการชักนำให้เล่นพระมีตำหนิให้แพงขึ้นกรณี พระฯเตารีดใหญ่ปั๊มซ้ำ แตกที่หน้า ว่าแท้ดูง่ายเล่นราคาสูงเป็นแสนๆ แสดงว่าที่ขายไปเมื่อก่อนพระสวยๆกลายเป็นพระดูยากขึ้นมาแล้วซิ แต่มีใครตอบผมได้บ้าง ว่าประเทศไหนบ้างบนโลกใบกลมๆนี้ ที่คนสวยหรือคนหล่อเป็นคนที่มีเนื้องอกเนื้อเกินที่หน้าผาก ผ่านจมูกปากคางลงมาหรือจมูกแหว่งปากแหว่ง ไม่เห็นมีใครตอบผมได้สักคนว่ามีประเทศไหนบ้าง มีคนสวยหรือคนหล่อที่มีลักษณะอย่างนั้นแสดงว่า พระสวยๆไม่มีตำหนิต้องราคาสูงกว่าใช่หรือไม่ นี่ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งหรือไม่ที่ชักนำไปในทางที่ผิด อ้อขอโทษไม่ได้ผิด แต่เซียนบอกมาไม่หมด แล้วพวกเราก็ไม่ได้ถามนะ ดังนั้นว่าเซียนหรือคนขายพระฯไม่ได้นะ
     
หากคิดย้อนกลับไปดูคำพูดสมัยก่อน กับคำพูดสมัยนี้ สะท้อนกลับเข้าหาตัวเองทั้งนั้น พูดโดยไม่ได้คิดว่าในอดีตตัวเองพูดไว้อย่างไร ตอนนี้พูดเพื่อให้ขายพระฯที่ตัวเองต้องการขายให้ได้เท่านั้น ลืมนึกไปว่าคำพูดนั้นจะไปหักล้างคำพูดของตนเองในอดีต ยิ่งพูดยิ่งทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง

พวกเรานักนิยมสะสมพระเครื่องฯ หากเล่นเก็บสะสมพระฯตามที่เซียนชักนำ มีเงินร้อยล้าน หมื่นล้านก็ไม่พอให้เช่าพระฯตามที่เขาเล่าว่าหรือเขาบอกว่า ดังนั้นผมถึงบอกว่าเล่นพระฯให้เชื่อตัวเองเป็นหลัก อย่าไปเชื่อคนขายพระหรือคนอื่น เวลาเช่าพระฯเราเท่านั้นที่ออกเงิน คนอื่นไม่ได้มาช่วยออกเงินให้เราด้วยแล้วเรายังจะเชื่อเขาอีกหรือ
     
การเล่นพระนั้นมีเสน่ห์ตรงที่รู้หรือไม่รู้ และที่ว่ารู้นั้นก็ สามารถแยกออกมาอีกว่ารู้จริงมากน้อยแค่ไหน หากเป็นคนที่กล้าถาม ว่าพระที่เขาว่าแท้นั้นแท้แบบไหน เขาต้องบอกได้ว่าถ้าแท้นั้นมีเหตุผลอะไรที่ว่าแท้ เพราะคนดูพระฯเขาจะประมวลจากความรู้ของเขามาอย่างรอบด้านแล้ว ถึงลงความเห็นว่า พระฯองค์นี้แท้หรือเก๊ หากอธิบายไม่ได้จะรู้ทันทีว่ารู้ไม่จริง(ตัวปลอม) หากเก๊ก็ต้องบอกได้เหมือนกันมีเหตุผลอะไรรองรับ

ต้องขอออกตัวก่อนนะครับ ว่า ผมไม่ได้บอกว่าผมเก่งนะครับ ผมก็งูๆปลาๆ เพียงแค่บอกแนวคิดในการเก็บสะสมพระเครื่องฯของผมเท่านั้น ผมเองก็โดนมาแล้วทั้งนั้นทุกรูปแบบ จึงไม่อยากให้คนอื่นโดนด้วย อาจจะมีคนที่เก่งที่ไม่เคยโดนมาเลยก็ได้ แต่โดยส่วนมากจะโดนกันเกือบทุกคน อย่างกรณีที่เป็นเรื่องเป็นราวกันในกรณีพระแท้-พระเก๊ในหน้ากระดานประมูลพระฯนั้น ในกรณีนี้ทำให้ทราบทันทีและชัดเจนว่า ใครดูพระเป็นหรือไม่เป็น

สะสมพระฯไม่ใช่แค่ส่องดูอย่างเดียวครับ ต้องศึกษาว่าเขาสร้างจำนวนเท่าไหร่ สร้างด้วยเนื้อมวลสารอะไร วิธีสร้างเป็นแบบไหน อุปกรณ์ในการสร้างมีอะไรบ้าง เพราะทุกสิ่งที่พูดมานั้น สามารถบอกความเป็นมาเป็นไปของพระฯที่เราส่องดูที่เขาเรียกว่าธรรมชาติพระ นั่นก็คือเบสิค พื้นฐานในการสะสมพระเครื่อง หากจะดูพระฯให้ขาดจริงๆแล้วเราจะต้องศึกษาว่าพระแท้เขาสร้างกันอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง และก็ต้องรู้ด้วยว่าเขาทำพระฯเก๊กันอย่างไร เพื่อจะได้เปรียบเทียบและสรุปได้ว่า “พระฯแท้และเก๊ แตกต่างกันอย่างไร” หากเราไม่รู้ทั้ง 2 แบบ แล้วเราจะบอกได้เต็มปากอย่างไรว่า เราดูพระฯเป็น
     
การดูพระฯ ไม่ใช่ว่าดูแค่พระองค์นั้นแท้หรือเก๊ ต้องถามตัวเองด้วยว่า ถ้าพระฯนี้แท้ ต้องดูให้ออกว่ามีเหตุผลกี่ข้อรองรับว่าเป็นพระฯแท้ ในทำนองเดียวกันถ้าหากว่าเก๊ ต้องหาให้ได้ว่าว่าเก๊แบบไหนมีเหตุผลอะไร เป็นการเล่นพระฯอาศัยเหตุผลเป็นหลัก นี่ก็คือการเล่นพระแบบเล่นไปคิดไปเป็นการประเทืองปัญญาทำให้เราทราบข้อมูลเพิ่มขึ้น หากเราไม่มีอะไรใหม่ๆเราก็เล่นพระตามก้นคนอื่นตลอดชาติ 

** ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพสวยๆ จาก คุณ แพะ สงขลา ครับ

ที่มา:http://bangkoknoi25.blogspot.com/2011/08/blog-post.html